ลดขนาด เพิ่มขนาด
คอลัมน์ หน้าต่างความคิด: 'ม็อบฟุตบอล' ต้นกำเนิดของฟุตบอลเมืองผู้ดี
กรุงเทพธุรกิจ | 6 ก.ค. 2561 | หน้า 8 | PR Value THB 124,392.00
          ดร.กียรติอนันต์ ล้วนแก้ว
          มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
          อังกฤษเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจลูกหนัง โลก การที่คนอังกฤษ ชื่นชอบกีฬาชนิดนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะบนเกาะแห่งนี้มีการเล่นเกมที่ใช้ลูกบอลมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 เกมที่ได้รับความนิยมจนกลายเป็นที่คลั่งไคล้ ก็คือ "ม็อบฟุตบอล" ซึ่งเริ่มเล่นกันอย่างแพร่หลายในช่วงศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา คงไม่ผิดนักหากจะบอกว่าเมล็ดพันธุ์ในวันนี้ คือหนึ่งในใบเบิกทางสำคัญสู่การเข้าใกล้ถ้วยบอลโลกปีนี้ของทีมอังกฤษ นักประวัติศาสตร์หลายคนพยายามอธิบายสาเหตุของความคลั่งไคล้ฟุตบอลของคนอังกฤษ ซึ่งสรุปได้เป็น 4 กลุ่ม กลุ่มแรกเชื่อว่า เกมนี้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความพ่ายแพ้ของอาณาจักรโรมัน ส่วนกลุ่มที่ 2 เห็นต่างไป พวกเขาเห็นว่าม็อบฟุตบอลไม่ใช่เกมประจำถิ่น แต่ได้รับการเผยแพร่มาจากเผ่านอร์มังของฝรั่งเศส ที่เข้ามาบุกรุกประเทศอังกฤษในช่วงเวลานั้น เพราะมี หลักฐานว่าชาวนอร์มังมีการเล่นเกม ที่คล้ายกันนี้มาก่อนหน้าคนอังกฤษมา ระยะหนึ่งแล้ว สำหรับกลุ่มที่ 3  พวกเขาเชื่อมโยงการเล่นบอลเข้ากับพิธีกรรม เพื่อบูชาพระอาทิตย์โดยใช้ลูกบอลเป็นตัวแทน เพราะผู้ที่ร่วมพิธีกรรมเชื่อว่าการเล่นเกมนี้จะช่วยให้พืชผลที่เพาะปลูกไว้เจริญงอกงาม
          กลุ่มสุดท้ายเชื่อว่าคนอังกฤษได้รับอิทธิพลมาจากกีฬาคัลโชของอิตาลี ซึ่งแต่ละทีมมีผู้เล่นฝ่ายละ 27 คน ใช้มือและเท้าในการส่งฟุตบอลให้ผู้เล่นคนอื่นของทีม ทีมไหนสามารถส่งลูกบอลไปยังจุดที่ทำเครื่องหมายเอาไว้ของฝ่ายตรงข้ามได้ก็จะได้รับคะแนนไป จากกติกาของเกมที่คล้ายกับม็อบฟุตบอลของอังกฤษ นี้เอง เลยทำให้หลายคนเชื่อกันว่าคัลโชคือ ต้นกำเนิดของม็อบฟุตบอล
          โดยปกติ ม็อบฟุตบอลจะเป็นการแข่งขันระหว่างหมู่บ้านในช่วงที่มีเทศกาลหรืองานเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษต่างๆ กติกาก็ไม่ยาก แค่พยายามนำลูกบอลไปให้ถึงจุดที่เป็นที่ประชุมของหมู่บ้านฝ่ายตรงข้าม ข้อห้ามเพียงอย่างเดียวคือ ห้ามทำร้าย ฝ่ายตรงข้ามจนถึงตาย ส่วนจะหัวร้างข้างแตก แขนขาหัก พิกลพิการก็ไม่เป็นไร และไม่ได้จำกัดว่าแต่ละฝ่ายจะมีผู้เล่นกี่คน ลองนึกภาพดูเอาเองแล้วกันว่าคนเป็นร้อยๆ เตะต่อย กันเพื่อแย่งลูกบอลแค่ลูกเดียว มันจะชุลมุนวุ่นวายขนาดไหน
          พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 ทรงเล็งเห็นว่า โรคคลั่งฟุตบอลของคนอังกฤษในยุคนั้นชักจะเลยเถิดไปกันใหญ่ ความรุนแรงของเกมทำให้มีคนบาดเจ็บกันเป็นจำนวนมาก แถมยังส่งผลกระทบต่อการทำมาค้าขาย เพราะพอแข่งกันที ร้านรวงทั้งหลายก็ต้องปิด ถ้าขืนเปิดไว้ ดีไม่ดีจะถูกลูกหลงจน ข้าวของเสียหายได้ ที่หนักกว่านั้นแม้แต่เหล่าทหารก็ยังแอบโดดงานไปเล่นกับเขาด้วย ทั้งที่ช่วงเวลานั้นอังกฤษกับฝรั่งเศสกำลังมีความขัดแย้งกัน อาจจะเกิดสงครามขึ้นตอนไหนก็ได้ ด้วยเหตุนี้เองพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดจึงทรงออกกฎหมายห้ามการเล่นม็อบฟุตบอลในวันที่ 13 เม.ย.1349 แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถห้ามเหล่าสาวกลูกหนังได้สำเร็จ
          แม้ว่าม็อบฟุตบอลเป็นเหมือนโรคระบาดที่แพร่ไปทั่วทุกแห่งและทุกชนชั้น แต่สำหรับชนชั้นสูง พวกเขายังรู้สึกตะขิดตะขวงใจ ที่จะต้องออกไปชกต่อยกันกลางถนนราวกับอันธพาล จึงได้ดัดแปลงกฎกติกาเพื่อให้มีความสุภาพมากขึ้น มีการจำกัดจำนวนผู้เล่น ลดการใช้ความรุนแรงให้น้อยลง กติกาใหม่ที่กำหนดขึ้นถูกนำไปใช้ในการเล่นฟุตบอลในโรงเรียนของรัฐ รวมถึงมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่มหาวิทยาลัย ออกซ์ฟอร์ดและมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ คนหนุ่มรุ่นใหม่เหล่านี้ส่วนใหญ่จะรวมตัวกันที่เมืองลอนดอนและเมืองเชฟฟิลด์ การรวมตัวในลักษณะนี้เองที่เป็นก้าวแรกของการก่อตั้งสโมสรฟุตบอลต่างๆ ในประเทศอังกฤษ
          ในปี 1815 โรงเรียนอีตัน ซึ่งถือว่าเป็นโรงเรียนชั้นนำของอังกฤษ ได้ร่างกฎกติกาการเล่นฟุตบอลที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างนำไปใช้ในการแข่งขัน ซึ่งตั้งแต่ปี 1848 กฎนี้ก็ถูกเรียกว่าเคมบริดจ์รูลส์ กฎนี้ห้ามไม่ให้มีการทำร้ายร่างกาย และไม่ใช้มือในการส่งลูกฟุตบอล ถึงแม้กฎนี้จะเริ่มได้รับการยอมรับ แต่ก็ยังมีโรงเรียนและมหาวิทยาลัยบางแห่งที่เล่นโดยใช้กติกาของตนเอง
          วันที่ 28 ต.ค.1863 สโมสรฟุตบอลในลอนดอน 11 แห่ง และโรงเรียนต่างๆ ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมที่ร้านฟรีเมสัน เพื่อร่วมกันกำหนดกติกาการเล่นฟุตบอลที่เป็นมาตรฐาน สาเหตุที่ต้องมีกติกากลาง ก็เพราะในสมัยนั้นโรงเรียนชั้นนำของประเทศอังกฤษแต่ละแห่งก็มีกติกาของตัวเอง พอ 2 โรงเรียนจะแข่งกันเลยต้องเจรจากันก่อนว่าจะใช้กติกาของใครในเรื่องไหนบ้าง ซึ่งบางครั้งอาจใช้เวลานาน เผลอๆ ตกลงกันไม่ได้เลยอดแข่งกันก็มี
          การประชุมครั้งนั้นได้กลายเป็นจุดกำเนิดของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการเป็นหนึ่งในมหาอำนาจด้านฟุตบอลของโลก จากม็อบฟุตบอล ในวันนั้นถึงการเข้ารอบฟุตบอลโลกใน วันนี้ ต้องบอกเลยว่าอังกฤษมาได้ไกลเหลือเกิน



Copyright (c) 2018, InfoQuest Limited. All Rights Reserved.